ยิงกิน ยิ่งผอม มีด้วยหรอ  ???

     

 

      ลดน้ำหนัก! ลดน้ำหนัก! ลดน้ำหนัก! ใครๆ ก็อยากลดน้ำหนัก ไม่เชื่อหันไปถามคนข้างๆ คุณดู ใน 10 คน
ต้องมีคนอยากลดน้ำหนักอย่างน้อย 1 คน บางครั้งบางคนที่บอกว่าอยากลดน้ำหนัก
ก็อาจจะมีรูปร่างที่คุณต้องส่งค้อนไปให้ เพราะหุ่นคุณเธอนั้น บางแบบยังอาย
ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปลดแล้วล่ะนั่น

      ความอ้วนนั้นทำไมจึงเป็นปัญหาและมีคนต้องการลดน้ำหนัก…นักหนา ก็คงเป็นเพราะอิทธิพลของสื่อ
และสังคมที่บอกเราว่าคนรูปร่างอย่างนี้ๆ ถึงจะเรียกว่า สวย หุ่นดี
(จึงมีข่าวเด็กสาวไปดูดไขมันแล้วเคราะห์ร้าย จนถึงแก่ชีวิตนั่นยังไง)
คนที่เกิดมาค่อนข้างจะอวบอั๋นจึงให้นึกน้อยใจว่าทำไมเราจึงไม่มีหุ่นงามๆ
อย่างนางแบบหรือดาราที่ออกทีวีกันทุกวี่วันทั้งๆ ที่ถ้าเรานึกย้อนกลับไป (อันนี้สำหรับคนมีอายุหน่อย)
คงพอนึกออกว่าความนิยมของคนสมัยหนึ่งที่มีต่อความสวยงามของรูปร่างนั้นคือ ต้องเจ้าเนื้อพอประมาณ
แต่เพราะความสวยงาม มันเป็นเรื่องของแฟชั่นที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามยุคสมัย
มาถึงเวลานี้ก็มีแต่คนผอมบางและคนที่อยากจะผอมเดินกันทั่วบ้านทั่วเมือง

      แต่ปัญหาของคนที่ต้องการลดน้ำหนัก คือ โปรแกรมการลดน้ำหนักแต่ละโปรแกรมที่ศึกษามานั้น
ด้วยวิถีชีวิตแบบทุกวันนี้ดูเหมือนจะทำตามได้ลำบาก…มาก ต้องคุมอาหาร ออกกำลังกาย ทั้งหิว
ไม่อร่อยและเหนื่อย หรือถ้าไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ก็ต้องไปฟิตเนสให้เจ้าหน้าที่เขาบังคับให้อดอาหาร
ให้ออกกำลัง พันร้อน พันเย็น สารพัดจะทำออกมาสวยเพรียวงามก็หมดเงินไปเยอะ จนน่าจะผอมเองได้เลยทีเดียว
(เพราะเสียดายเงิน) ที่ร้ายๆ ก็ไปเสาะหายาที่โฆษณากันว่าสามารถละลายไขมันและลดอ้วนได้มากิน
ได้ผลเสียมากกว่าผลดีกันมานักต่อนัก

      ในอเมริกา ก็เช่นเดียวกับบ้านเรา คนที่นั่นอ้วนกันมาก เพราะอุปนิสัยการกิน ทั้งนม เนย แป้ง ไขมัน
อาหารจังค์ฟู้ดประดามี การลดน้ำหนักจึงเป็นเรื่องยอดฮิต แต่ก็ประสบปัญหาเดียวกันกับเรานั่นแหละ
คือโปรแกรมการลดน้ำหนักทำตามได้ยาก ขณะที่กำลังจะหมดกำลังใจกันทั้งประเทศอยู่แล้ว อัศวินม้าขาวก็เข้ามา
…ดร.โรเบิร์ต แอทกินส์ เจ้าของทฤษฎีลดน้ำหนักแนวใหม่ "กินได้ทุกอย่างยกเว้นคาร์โบไฉเดรต"
ซึ่งขณะนี้ฮิตมากในสหรัฐอเมริกา ดร.แอทกินส์ ตั้งสถาบันลดน้ำหนักขึ้นมา ชื่อว่า Atkins Center
ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำการลดน้ำหนัก จำหน่ายอาหารเสริม วิตามิน และสูตรอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ
แถมท้ายด้วยพ็อกเก็ตบุ๊คที่ขายดีชนิดถล่มทลายชื่อว่า "Dr.Atkins' New diet revolution"
จำนวนที่พิมพ์จำหน่ายนั้นมากถึง 10 ล้านเล่มเลยทีเดียว

                                   

ดร.แอทกินส์ เป็นใคร ? มาจากไหน ?



      จากประวัติแล้วเขาจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยของมลรัฐมิชิแกน เมื่อปี ค.ศ.1951
และสนใจเรื่องการควบคุมน้ำหนักมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ปัจจุบันมีคนไข้มาปรึกษามากถึง 65,000 ราย โดย
ดร.แอทกินส์ ฟันธงว่า แนวทางการลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ จะต้องไม่ใช่การกินยาลดความอ้วน
แต่จะต้องเป็นการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน
ซึ่งคนอเมริกันกลัวกันมากเพราะเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนอเมริกันมากเป็นอันดับ 1
และในเมืองไทยก็มีแนวโน้มผู้ที่ตายด้วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้นทุกที ถึงแม้อันดับ 1
จะยังคงเป็นอุบัติเหตุก็ตาม

      ดร.แอทกินส์ เชื่อว่า การลดน้ำหนักที่ดีนั้น ต้องทำโดยการควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่การจำกัดโปรตีน
หรือไขมัน เขาบอกว่า โปรตีนนั้นกินเข้าไปเถอะ คุณสามารถกินเบคอน กินชีส กินสเต็กเนื้อ
หรือฟิเลมิยองค์ได้ ตราบเท่าที่คุณควบคุมคาร์โบไฮเดรตได้ดี โดยพื้นฐานความคิดว่า
โปรตีนนั้นต้องอาศัยคาร์โบไฮเดรตช่วยในการเผาผลาญ ดังนั้นเมื่อลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลง
ร่างกายก็จะดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้เพื่อเผาผลาญโปรตีนแทน นั่นทำให้น้ำหนักลดลงได้
และด้วยเมนูอาหารที่จัดไว้อย่างเหมาะสมกับรสนิยมการกิน ทำให้คนที่เข้าโปรแกรมนี้
สามารถปฏิบัติตามได้ไม่ยาก และหากคงอยู่กับโปรแกรมนี้ไปตลอด ก็จะทำให้น้ำหนักไม่กลับมาเพิ่มอีก

      ดร.แอทกินส์ ได้ก่อตั้งสถาบันแอทกินส์เพื่อให้คำปรึกษาด้านลดน้ำหนักตามความเชื่อของเขา
โดยเปิดให้บริการมา 30 ปีแล้ว และในปี 1972 พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกของเขาออกวางจำหน่ายในชื่อ Dr. Atkins'
Diet Revolution เนื้อหาเป็นการแนะนำสถาบันแอทกินส์ ต่อมาปี 1992 พ็อกเก็ตบุ๊ค เรื่อง Dr.Atkins' New
Deit Revolution วางจำหน่ายและตีพิมพ์ซ้ำในปี 1999 และ 2002 ปัจจุบันพิมพ์ออกมามากกว่า 10,000,000 เล่ม
หนังสือเล่มนี้ ติด 1 ใน 50 หนังสือขายดีตลอดกาล และติดอันดับหนังสือขายดีจากการสำรวจโดยนิวยอร์คไทม์มา
5 ปีติดต่อกัน

      นอกจากนั้นยังมีการก่อตั้งมูลนิธิ ดร.โรเบิร์ต ซี แอทกินส์ ในปี 1999 ด้วยเงินทุน 2 ล้านดอลลาร์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินทุนสนับสนุนนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ
ที่สนใจทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการควบคุมคาร์โบไฮเดรต ซึ่งตอนนี้ก็ได้ให้เงินทุนกับมหาวิทยาลัยชื่อดัง
อย่างฮาร์วาร์ดไปบ้างแล้ว

ทฤษฎีของ ดร.โรเบิร์ต แอทกินส์



      ประกอบด้วยขั้นตอนการควบคุมอาหาร 4 ขั้นตอน ต้องปฏิบัติร่วมกับการกินวิตามินและแร่ธาตุเสริม
และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกาย และรักษาระดับพลังงานของร่างกาย
ทำให้รู้สึกสดชื่น ร่างกายแข็งแรง โปรแกรมการควบคุมน้ำหนักจะถูกวางให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล
น้ำหนักจะเริ่มลดลง และคงน้ำหนักนั้นไว้ตราบใดที่ยังอยู่ในโปรแกรมนั้น โดยขั้นตอนการควบคุมน้ำหนัก 4
ขั้นตอนสำคัญคือ
      1. ขั้นปรับตัว เริ่มด้วยการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงเหลือวันละ 20 กรัม
โดยคาร์โบไฮเดรตนั้นต้องได้มาจากสลัด และผักบางชนิดเท่านั้น

      2. ขั้นการลดน้ำหนัก เพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบของอาหารที่มีเส้นใยสูง โดยเพิ่มปริมาณเป็น 25
กรัมต่อวันในสัปดาห์แรก และเพิ่มเป็น 30 กรัมในสัปดาห์ต่อๆ ไปจนกระทั่งน้ำหนักลดลงจนคงที่
จากนั้นลดปริมาณลง 5 กรัมจะทำให้น้ำหนักที่ลดลงนั้นคงที่

      3. ขั้นการประคองน้ำหนัก เมื่อผ่านช่วงลดน้ำหนักได้แล้ว ก็เข้าสู่การประคองน้ำหนักให้คงที่
โดยการเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตเข้าไปประมาณ 10 กรัมในแต่ละอาทิตย์
จนกระทั่งได้น้ำหนักที่คงที่ตามต้องการ

      4. ขั้นการรักษาน้ำหนัก ทำโดยการเลือกเมนูอาหารซึ่งเป็นเมนูสำหรับควบคุมคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งจะทำให้น้ำหนักตัวคงที่ โดยที่ยังรู้สึกสดชื่นอยู่ และสุขภาพก็แข็งแรงด้วย
ดร.แอทกินส์ บอกว่าการลดน้ำหนักของเขานั้น มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
และรับประกันว่าผู้ที่เข้าโปรแกรมอย่างเคร่งครัดจะได้ผลลัพธ์ คือ มีน้ำหนักลดลง
และน้ำหนักที่ลดลงนั้นคงที่ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รวมทั้งรูปแบบการบริโภคเปลี่ยนไปอย่างถาวร
ส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บรวมทั้งโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
และโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

      ความดังของทฤษฎีนี้ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อเขาตอบรับเป็นแขกรับเชิญในรายการชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ CNN,
ABC, NBC, CBS และสื่ออื่นๆ แต่ทฤษฎีแปลกแหวกแนวอย่างนี้ก็ย่อมมีผู้โต้แย้งความคิดของเขา
สถาบันหลักที่คัดค้านคือ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา สถาบันด้านโภชนศาสตร์ต่างๆ
ซึ่งออกมาให้ความเห็นว่า การกินอาหารแบบที่ ดร.แอทกินส์ แนะนำนั้น ไม่รอดจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันแน่
เพราะอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมันนั้นมีแคลอรีสูงและอาจสะสมเป็นโคเลสเตอรอลได้
และเจ้าโคเลสเตอรอลนั้นก็ไม่เข้าใครออกใคร มันพาลจะไปปิดทางเดินของหลอดเลือดในหัวใจอยู่เรื่อย
และหากไม่กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเลย จะทำให้ความสมดุลของร่างกายเสียไป เช่น
อาจเสียสมดุลในเรื่องภาวะความเป็นกรดเป็นด่างของร่างกาย ได้ไม่คุ้มเสียว่างั้นเถอะ
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมในแนวความคิดดังกล่าวลดลง

      และเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เจ้าแห่งทฤษฎีลดน้ำหนัก คือ ดร.แอทกินส์ เกือบตกม้าตาย
เมื่อเขาถูกหามเข้าโรงพยาบาลกะทันหันด้วยอาการหัวใจหยุดเต้น ทำให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามได้ที
ออกมาให้ข่าวทำนองว่า "เห็นมั้ยล่ะ…ฉันบอกแล้ว…" กันเป็นแถว แต่ดอกเตอร์ก็ไม่ยอมแพ้
หายดีปั๊บก็มาออกโทรทัศน์พร้อมกับแพทย์ประจำตัวทันที บอกว่าที่เข้าโรงพยาบาลน่ะ เป็นโรคหัวใจจริง
แต่เป็นเพราะกล้ามเนื้อหัวใจตายต่างหาก ไม่เกี่ยวกับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดนะ มันคนละประเด็น
และตัวเขาเองไม่มีทางตาย เพราะเส้นเลือดอุดตันแน่นอน เพราะทฤษฎีลดน้ำหนักของเขานั้นสมบูรณ์แบบ
กล้ามเนื้อหัวใจตายใครๆ ก็เป็นได้…ไม่เกี่ยวกันเลย ซึ่งก็แน่นอนว่าแล้วแต่…ใครจะเชื่อทางไหน

      ในเมืองไทย ทฤษฎีที่ว่ายังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ก็เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นาน เมืองไทยก็คงจะฮิตตาม
เพราะอะไรที่เขาพูดกันมาก เชื่อกันมาก เราก็พูดตาม เชื่อตามไป ถ้าจะให้ดี ลองไตร่ตรองให้รอบคอบสักหน่อย
ก่อนจะทำอะไรกับร่างกายตัวเองเป็นดีที่สุด

 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://board.212cafe.com/view.php?user=lowcarb&id=18

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet